วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

“ปราสาทกระต่ายจันทร์”




             

ชื่อหนังสือ : ปราสาทกระต่ายจันทร์
ประเภท : วรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2545
ผู้เขียน : จันทร์เจ้า
ปกและภาพประกอบ : กันจณา ดำโสภี





เรื่องย่อ : หนังสือเล่มนี้จะมีตัวละครเอกในเรื่องเป็นเด็กหญิงชายฝาแฝดวัยสิบสอง มีไหวพริบปฏิภาณ คล่องแคล่ว และกล้าหาญ ฉากของเรื่องเป็นโลกซึ่งผู้เขียนจินตนาการว่ามี 2 มิติซ้อนทับกันอยู่ มิติเอกิยะเป็นที่อยู่ของพวก โฮโมซาเปียนส์ส่วนมิติทุติยะเป็นที่อยู่ของพวกนีแอนเดอร์ธาล เด็กแฝดทั้งสองได้รู้ว่าพ่อของตนเองเสียชีวิตไปแล้วเป็นโฮโมซาเปียนส์ ส่วนแม่เป็นนีแอนเดอร์ธาล ทั้งสองมีพลังพิเศษแบบเดียวกับแม่ จึงขึ้นไปผจญภัยบนดวงจันทร์เพื่อหาของวิเศษ มาช่วยโลกให้ปลอดภัย

แง่มุมที่ 1 :การมีพลังวิเศษที่แตกต่างกันของฝาแฝดชายหญิงถ้าเปรียบเป็นมนุษย์ ก็คือมนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังวิเศษอยู่ในตัวนั่นก็คือพรสวรรค์ ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถพิเศษหรือพรสวรรค์แตกต่างกัน เช่น บางคนสามารถพูดได้หลายภาษาแต่อีกนกับพูดได้แค่ภาษาเดียว บางคนร้องเพลงเพราะ บางคนกับร้องไม่ได้เลย ทุกคนมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่ในตัวแต่อยู่ที่ว่าจะค้นหาตัวเองเจอไหม เหมือนเด็กแฝดชายมีพลังวิเศษมีหัวแม่มือสีเขียว ปลูกผักผักโตขึ้นสวยงามภายในคืนเดียว

แง่มุมที่ 2 : ด้านการวางแผนของฝาแฝดสองพี่น้อง เมื่อเกิดของสงสัยก็จะหาคำตอบจนบรรลุเป้าหมายได้มาซึ่งคำตอบนั้น ซึ่งมีวางแผนแต่ละขั้นว่าควรทำอะไรก่อนและอะไรควรทำทีหลัง สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

วิพากษ์โดย : ศิริพร บุญจูบุตร
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561


อ้างอิงหนังสือ : จันทร์เจ้า.(2551).ปราสาทกระต่ายจันทร์.กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
อ้างอิงรูปภาพ : http://thongsaibook.lnwshop.com/product/201





" กรอบ "




                 
             ชื่อหนังสือ      :    กรอบ
             ผู้เขียน          :    สิตางศุภา
             สำนักพิมพ์     :    แพรวสำนักพิมพ์
                                         




เรื่องย่อ
วรรณกรรมเป็นการจำลอง หรือเป็นการสะท้อนภาพสังคมที่มีอยู่จริง งานเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนเรื่องราวของสังคมตัวละครเอกของทุกเรื่องเป็นผู้หญิง ที่หยิบมุมผู้หญิงมาเขียนเพราะต้องการจะบอกว่านอกจากจะต้องต่อสู้กับตัวตนภายในและสังคมเลวร้ายเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนแล้วพวกเธอยังต้องต่อสู้กับเพื่อนมนุษย์เพศตรงข้ามอีกด้วยฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเธอต้องมีจิตใจแข็งแกร่งและใช้สติปัญญาวิเคราะห์มากกว่าผู้ชายอีกเป็นเท่าตัวเพื่ออยากยืนอย่างมีเสรีภาพและเท่าเทียมตามหลักการของประชาธิปไตยมีอิสรภาพมีคุณค่าความดีงามตามหลักจริยธรรมเพราะถ้าเพียงแต่พวกเธออ่อนแอหรือกะเทาะเปลือกของชีวิตไม่เเตกเธอจะกลายเป็นเพียงวัตถุเพื่อการบริโภคชนิดหนึ่งไม่เพียงแต่ตกเป็นเหยื่อของสัญชาตญาณของตนย่อมตกเป็นเหยื่อของเพศตรงข้ามและกลายเป็นเหยื่อของสังคมอย่างที่ไม่มีวันหลุด เท่ากับเป็นเหยื่อของเหยื่อของเหยี่อเลยทีเดียวตัวละครผู้หญิงในเรื่องล้วนแต่ต้องต่อสู้และประสบความพ่ายแพ้ต่อตัวเองหรือสังคมทั้งสิ้นซึ่งนำมาสู่โศกนาฏกรรมกลบเกลื่อนแต่ถึงอย่างนั้นเชื่อว่าทุกคนผู้หญิงสามารถเดินไปถึงจุดที่มีสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพในทางที่ดีอย่างนั้นได้แล้วนี่ไม่ใช่การปลุกระดมหรือโฆษณาชวนเชื่อแต่หวังว่าคนทุกคนทั้งชายและหญิงน่าจะหันมาตรวจสอบตัวเองในฐานะที่เป็นมนุษย์อย่างไรเสียเราต้องร่วมสืบต่อและพัฒนาพร้อมกับผักดันสังคมสู่สวัสดิภาพความสุขสงบด้วยกันอยู่แล้ว

เนื้อหาการวิพากษ์
ตราบใดที่สังคมยังปั่นป่วนตราบนั้นคุณก็ต้องได้รับผลสะท้อนของมันไม่วันนึงก็วันใดเชื่อตามข้อเขียนของพระในนิกายเซนรูปหนึ่งซึ่งกล่าวว่าชีวิตทุกชีวิตในสังคมย่อมเกี่ยวพันซึ่งกันและกันเป็นหนึ่งเดียว

ได้ตระหนักถึงรากเหง้าแห่งปัญหา ได้รับรู้เข้าเเล้วถึงเลือดเนื้อ จิตใจ สามารถเเยกเเยะธาตุเเท้ดีชั่วเรียนรู้พฤติกรรมลึกตื้นหนาบางของคนธรรมชาติตัวละครแม้กระทั่งร่วงลึกแว่นกรอบเข้าใจกรอบกฎเกณฑ์กติกาคติความเชื่อความงมงายความไร้สาระความว่างป่าวพฤติกรรมศาสนาปรัชญาของการมีชีวิตอยู่สิทธิเสรีภาพปัจเจกชนความสำส่อนความเบื่อหน่ายชนชั้นกลางและชนชั้นร่างทางสังคมลัทธิการเมืองเศรษฐกิจและการปกครองเหล่านี้เหมือนเป็นแหล่งวัตถุดิบก้อนใหญ่ที่สะสมปัญหาพร้อมไปด้วย

ถ้าจะมองกันอย่างกว้างกว้างคนเราต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมที่เราไม่ค่อยพอใจนักทุนนิยมบริโภคนิยมรวมทั้งประชาธิปไตยที่ไม่สามารถเพื่อเสรีภาพให้กับผู้คนได้อย่างจริงแท้ตามอุดมการณ์ใครหลายคนยังฝันถึงท่ามกลางกระแสการแข่งขันเพื่อการเป็นนายทุนหรือขยายอำนาจทุนของคนให้กว้างไกลยิ่งใหญ่ต่อไปซึ่งผู้คนต่างขุดสัญชาตญาณในความเลวร้ายในตัวตนแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆมาฟาดฟันกันและกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายแต่ความเลวร้ายเหล่านั้นกลับได้รับการปกป้องปิดบังด้วยเหตุผลนานาประการแบบที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นทำไม่ได้

เราทุกคนจึงต่างมีปัญหากันทั่วหน้าผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อหยุดการใช้สัญชาตญาณเหล่านั้นกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันโดยไม่รู้ตัวมิหนำซ้ำยังต้องยังต้องต่อสู้กับสังคมแวดล้อมแห่งถือเอาท้าทายเพื่อทัดทานอำนาจชั่วร้าย ไปไม่ถึงไหนพ่ายแพ้ต่อตัวเองและกระแสสังคมกลุ่มเกลื่อนและลื่นไหลไปกับความเลวร้ายเหล่านั้นด้วยข้ออ้างเหตุผลหลายร้อย

แต่หลายๆอย่างอดทนต่อสู้อยู่เงียบเงียบแม้รู้ว่าเรี่ยวแรงนิดน้อยของฟันเฟืองตัวเล็กๆอย่างตนไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้กว่านั้นเขาก็พอใจเมื่อเห็นตนมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยเรื่อยจากเคยเป็นกรวดก้อนเล็กๆให้ใครต่อใครเหยียบย่ำเขากำลังกายเป็นเพชรเจียรนัยและนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญไม่ว่าชายหญิงเด็กคนแก่

วิพากษ์โดย : วิชญ์ โกพา 
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561

อ้างอิงรูปภาพ : https://goo.gl/images/uMt3TF


" คนปลูกต้นไม้ "



                      

             ชื่อหนังสือ          :    คนปลูกต้นไม้
             ชื่อผู้แต่ง            :    แมนดิโอ, อ็อก
             แปลโดย            :    วารินทร์ สินสูงสุด,วันทิพย์ สินสูงสุด
             พิมพ์โดย           :    กรุงเทพฯ : สายใจ, 2530
             จำนวน             :    76 หน้า :ภาพประกอบ
             ประเภทหนังสือ   :    นิยายเชิงสาระนิเวศน์

           


หนังสือเล่มนี้ เหมาะสมสำหรับคนรักต้นไม้ คนอนุรักษ์ผืนแผ่นดิน แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความสัมพันธ์ที่ธรรมชาติมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ลึกซึ้ง ยกระดับ กระชับความเข้าใจให้เข้าถึงความกลมกลืนของธรรมชาติ

ก่อนการวิพากษ์หนังสือ
ข้าพเจ้าขออัญเชิญ พระพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงพระราชดำรัสไว้

(อ้างอิงรูปภาพ http://www.tnews.co.th/contents/214591)


การเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูกก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือ เป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือ เป็นสิ่งก่อสร้าง”

ความตอนหนึ่ง ในพระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม
วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑

เนื้อหาการวิพากษ์ :  เรื่อง คนปลูกต้นไม้ ของ ยัง จิโอโน เป็นนิยายเชิงสาระนิเวศน์ที่เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย แม้ว่าเรื่องจะเขียนมานานกว่า50 ปีแล้ว แต่เนื้อหาสามารถใช้ได้กับยุคปัจจุบันอย่างมาก ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของป่าไม้ การมีพื้นที่สีเขียวขจีกว้างใหญ่ย่อมดีกว่าพื้นที่แห้งแล้งเฉกเช่นปัจจุบัน งานปลูกต้นไม้ของเขาเป็นงานเพื่อสร้างชีวิต และใช้ความอดทน มุ่งมั่น เอาใจใส่ ใจเย็น ไม่หวังผลประโยชน์ เนื้อเรื่องกล่าวถึง คนปลูกต้นไม้เป็นเรื่องราวของ เอลซาด เบาว์เฟอร์ ชายผู้ที่มีความมุ่งมั่น อาศัยอยู่ในดินแดนทุรกันดาร ของแคว้นโพรวินซ์ หลังจากที่เขาสูญเสียบุตรชายไปแล้วต่อมาก็สูญเสียภรรยา เขาจึงถอนตัวมาอยู่อย่างง่ายๆกับฝูงแกะและสุนัขในกระท่อมหิน เขามองว่าแผ่นดินผืนซึ่งกำลังจะตายนั้นต้องการต้นไม้ เขาจึงคิดวางแผนจะแก้ไข้สถานการณ์ให้ดีขึ้น จากนั้นและเริ่มงานอย่างมุ่งมั่น งานที่แสดงถึงความอุตสาหพยายามอันยิ่งใหญ่และทรงพลังให้พ้นไปจากขีดจำกัดของชีวิตเขา งานของเขาคือการปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ค วันละ 100 เมล็ด เป็นงานที่เบาว์เฟอร์ ทำจนตลอดชีวิตของเขา ในเรื่องเบาว์เฟอร์ ไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของใคร เขาเดาเอาว่าเป็นสาธารณสมบัติ หรือเป็นของใครสักคนไม่สนใจใยดีพื้นที่แห้งแล้งนี้ เขาค่อยๆ ปลูกไปทุกวัน แต่โอกาสที่ต้นโอ๊คจะรอดและเติบโตไม่ได้เท่ากับจำนวนเมล็ดที่เขาปลูกอย่างเช่นเอาใจใส่ 100,000 ต้น อาจมีโอกาสรอดเพียง 10,000 ต้น นี่ก็สื่อความหมายได้มากมายแล้ว เขาปลูกต้นไม้สร้างสรรค์สีเขียวให้ดินแดนที่แห้งแล้งกลับมามีน้ำ มีต้นไม้ มีน้ำพุ มีสัตว์น้อยใหญ่ได้อยู่อาศัย โดยไม่ได้หวังชื่อเสียงอันใดเลย
 
ด้านการวางแผน : ในเรื่องเอลซาด เบาว์เฟอร์ ได้วางแผนพัฒนาพื้นดินที่กำลังจะตายด้วยการปลูกต้นไม้ แผนงานของเขาเริ่มจากการปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ค วันละ 100 เมล็ด ต่อมายังวางแผนที่จะศึกษาการเจริญเติบโตพันธุ์ไม้อื่นๆ เช่นต้นบีช (ต้นไม้จำพวกมะเดื่อ) และเขากำลังคิดจะปลูกต้นเบิร์ชในหุบเขา ซึ่งเขาบอกว่าที่นั่นมีความชุ่มชื้นจำนวนมากใต้ผิวดิน เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เริ่มมีป่าวัดได้ 11 กิโลเมตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากมือของเบาว์เฟอร์เพียงคนเดียว เขาดำเนินการตามแผนของเขา ต้นบีชเริ่มสูงประมาณไหล่ แต่แผ่กว้างไปไกลจนสุดสายตา และเขายังชี้ให้ดูหมู่เบิร์ชอันสง่างามที่ปลูกเมื่อ 5 ปีก่อน
เบาว์เฟอร์ คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงดินแดน อันไร้ประโยชน์ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่โดยเริ่มจากการคิดวางแผนที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ค วันละ 100 เมล็ด เขาอาศัยเพียงแรงกายและพลังแห่งคุณธรรมของตนเอง ที่จะสร้างโลกของป่าไม้ให้สวยงาม และน่าอยู่ยิ่งขึ้น

วิพากษ์โดย : สุพัตรา อินเลี้ยง
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561

อ้างอิงหนังสือ : แมนดิโอ, อ็อก.(2530).คนปลูกต้นไม้.แปลโดย วารินทร์ สินสูงสุด,วันทิพย์ สินสูงสุด.กรุงเทพฯ : สายใจ






"เสิร์ฟสำราญ สวรรค์บนเรือ"




         ชื่อหนังสือ        :    เสิร์ฟสำราญ สวรรค์บนเรือ
         ผู้เขียน             :    สมรัชนะ มูลสาย
         พิมพ์ครั้งแรก     :    มิถุนายน  2548 
         หนังสือ            :    173 หน้า
         จัดพิมพ์โดย      :     สำนักพิมพ์ใส่ใจ
         หนังสือประเภท  :     เรื่องสั้น



เรื่องย่อ :
          เสิร์ฟสำราญ สวรรค์บนเรือ เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นมาจากเค้าโครงเรื่องจริง จากที่เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งพยายามหางานทำในเมืองหลวง (กทม.) และได้ไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟหรือบ๋อย เลือกสมัครในโรงแรมระดับสองดาวสามดาวบ้าง ทำงานอยู่ในเมืองหลวงระยะเวลา 5 ปี ต่อมาเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ บนเรือสำราญแล้วต้องเจอสถานการณ์ต่างๆและต้องมีความพร้อมในการรับมือเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

เนื้อหาการวิพากษ์ :
          เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงชีวิตกว่าจะมาทำอาชีพเด็กเสิร์ฟไปจนถึงการใช้ชีวิตของเด็กเสิร์ฟบนเรือสำราญ ได้มีการถ่ายทอดภาษาออกมาในระดับที่ไม่เป็นทางการ(ภาษาพูด) มีการเล่นคำเล่นภาษา เช่น อายุสิบแปดฝนสิบแปดหนาว รวมไปถึงได้มีการเปรียบเทียบคำเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เช่น ใบสมัครยาวดังแต่ปากถนนอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปถึงจนเกือบสุด บางนา-ตราด ทำให้แนวทางการบรรยายของผู้เขียนนั้นออกมามีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เข้าใจถึงสารที่จะสื่อสารออกมาได้มากยิ่งขึ้น

เกี่ยวข้องกับการวางแผนดังนี้ :
          ในการทำงานแต่ละวันของเด็กเสิร์ฟ ไม่เป็นเพียงแต่การมีหน้าที่เสิร์ฟอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับตนเองรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านลูกค้า                     ด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย และต้องคอยรับมือกับกลุ่มลูกค้าที่มีปฏิกิริยาทางสายตาในการดูถูกและมองอาชีพเด็กเสิร์ฟเป็นเพียงทาส จะต้องมีความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อไม่ให้บุคคลใดหรือส่วนใดได้รับผลกระทบ

วิพากษ์โดย : ศศินา  รังผึ้ง
วิพากษ์เมื่อ : 28 มกราคม 2561





" เรื่องฮิตๆ ชีวิตนักเรียนนอก "





          ชื่อหนังสือ : เรื่องฮิตๆ ชีวิตนักเรียนนอก
          ผู้เขียน : สุดาพร เวสารัชชนนท์
          เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ISBN 974-434-708-2
          สำหนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์
          พิมพ์ครั้งที่ : 1 มีนาคม 2549
          ราคา : 135 บาท
            

          หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พูดถึงการไปเรียนต่างประเทศ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศจากประสบการณ์ของผู้แต่งเอง ที่ได้ไปเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกามา หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวต่อการหามหาลัยที่จะไปศึกษา การสมัครสอบ  TOEFI ที่จะต้องนำไปใช้ในการยื่นเข้ามหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า การแนะนำทุนการศึกษาในไทยที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาหรือผู้ที่สนใจจะเรียนต่อในต่างประเทศได้มีส่วนร่วมในทุนนั้นๆ ในหนังสือนอกจากจะแนะนำการเตรียมตัวเรื่องของการเรียนแล้ว ยังแนะนำรายละเอียดต่างๆในการทำ Passport การทำ Visa และรายละเอียดในการการเตรียมของต่างๆที่จะต้องนำมาต่างประเทศด้วย
          จุดเน้นของหนังสือคือ ชี้แน่ะการเตรียมความพร้อมในการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศทั้งก่อนไป จนถึงการเตรียมตัวกลับเมืองไทย เมื่ออ่านแล้วผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งเรื่องจัดกระเป๋าเดินทาง เรื่องของการทำ Passport และ Visa ท้ายสุดหนังสือเรื่องฮิตๆ ชีวิตนักเรียนนอก อ่านง่าย เข้าใจง่าย


วิพากษ์โดย วาสิตา เอี่ยมบัวหลวง
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561



" คนแคระ "



                                               

                      ชื่อหนังสือ        :      คนแคระ
                      ผู้แต่ง              :      วิภาส ศรีทอง
                      สำนักพิมพ์        :      สำนักพิมพ์สมมติ


                  




เรื่องย่อ : คนแคระ เป็นนวนิยายที่ผู้แต่งต้องการนำเสนอปัญหาสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์ เปิดเผยปัญหาความอ้างว้าง โดยสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตนเอง และหาทางสร้างความชอบธรรมให้กับปัญหาของตัวเอง

เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่มีฐานะดี มีการศึกษาที่ดี แต่เรียนไม่จบเพราะเสียพ่อและแม่ไป จึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว และให้มีความคิดอยากจะจับแคระสักคนมาขังไว้  เขาได้จับคนแคระมาขังไว้ที่ตึกร้างและโน้มน้าวให้คนแคระอยู่ในกรงขังแต่โดยดี มีการเจรจากำหนดวันปล่อยตัวอย่างดี โดยมีเพื่อนสนิทของชายหนุ่มอีก 2 คนที่รู้เห็น เมื่อถึงวันที่กำหนด กลับใช้อุบายเพื่อที่จะไม่ปล่อยตัวคนแคระออกไป ครั้งหนึ่งคนแคระพยายามจะหลบหนี จึงทำให้ได้รับอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม แล้วชายหนุ่มก็หนีไปอยู่ต่างประเทศเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้ชีวิตของคนแคระย่ำแย่ โดยให้เพื่อนสนิทของเขาคอยดูแลคนแคระ และให้ค่าใช้จ่ายไว้ด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อนสนิทพยายามที่จะปล่อยตัวคนแคระ แต่คนแคระกลับไม่ยอมไปไหน และยังตามกลับมาที่ตึกร้างตลอด ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ต่างประเทศก็ได้ประสบอุบัติเหตุจากความคึกคะนองของตนเองจึงต้องติดคุก และไม่ได้รับอิสรภาพเหมือนกับที่เคยทำกับคนแคระอีกเลย

จากเนื้อเรื่อง จะเห็นได้ชัดว่าตัวละครเอกเป็นตัวละครที่แสดงความเย็นชาต่อชะตากรรมของผู้อื่น ไม่มีการตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และมีการกดขี่และลิดรอนอิสรภาพของผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เพียงเพื่อสนองความต้องการที่จะแก้ไข และเพื่อลืมปัญหาส่วนตัว โดยความพยายามเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ได้นำไปสู่จุดจบที่ว่างเปล่าและไร้ความหมายยิ่งกว่าเก่า ซึ่งพบเห็นได้ง่ายและพบเห็นได้มากในสังคมปัจจุบัน
          
           และยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น แต่ดันจำกัดขอบเขตของความสัมพันธ์นั้นไว้ และพยายามที่จะสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นด้วยวิธีการที่ผิด

          
           นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของตัวละครเอก ที่มีการวางแผนการใช้กลอุบายต่างๆในการลักพาตัว เช่น การพูดโน้มน้าว ยื่นข้อเสนอต่างๆนาๆที่น่าเชื่อถือทำให้แผนการลักพาตัวเป็นไปได้อย่างราบรื่นและสงบ


วิพากษ์โดย : วีรพล สุจริต
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561

อ้างอิงรูปภาพ http://www.happyreading.in.th/article/detail.php?id=1560


"บันทึกลักนักสืบน้อย"




                                                      

         ชื่อหนังสือ                 :      บันทึกลักนักสืบน้อย
         ชื่อผู้เขียน                  :      ชัยกร  หาญไฟฟ้า
         บรรณาธิการต้นฉบับ     :      วชิราวรรณ  ทับเสือ
         พิมพ์โดย                    :      แพรวเยาวชน
         พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง            :      กรกฎาคม  2551
         จำนวน                      :       164 หน้า
         ประเภทหนังสือ            :       วรรณกรรมสำหรับเยาวชน
                                                 
                                                 
เนื้อหาการวิพากษ์ :
        บันทึกลักนักสืบน้อย เป็นนิยายสอบสวน สืบสวน ที่ให้อารมณ์สนุกสนาน อ่านเพลิน แทรกอารมณ์ขันด้วยตัวละครและภาษา เหล่านักสืบนำกลวิธีสืบสวนจากนิยายสืบสวนดังๆมาใช้แบบไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งการอนุมานของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ สัญลักษณ์วิทยาและการถอดรหัสจาก รหัสลับดาวินชี หนังสือเล่มนี้ใช่ว่าแต่จะให้แต่ความบันเทิง ผู้เขียนยังสอดแทรกสาระให้รู้ ให้คิด ไว้พอสมควร จุดเด่นที่สำคัญจะเป็นการตั้งประเด็นให้คิดถึงคุณค่าของสิ่งที่หายไป ในอีกแง่มุมหนึ่ง ราวกับจะบอกว่า ของหายตามคืนได้ไม่ยาก แต่อะไรบางอย่าง ที่หายไปจากชีวิต จากสังคม จากโลก จะตามคืนได้อย่างไร

ด้านการวางแผน
        เมื่อสมาคมนักสืบสยามได้รับคดีมา จึงได้มีการวางแผนสืบคดีและไปยังสถานที่เกิดเหตุ สิ่งที่ต้องทำคือการจดบันทึกข้อมูลแรกพบเพราะถือว่าเป็นข้อมูลที่อ้างอิงบริสุทธ์ก่อนที่จะเริ่มทำงาน และได้เริ่มกระบวนการเก็บหลักฐานเก็บหลักฐานก่อนที่พิพิธภัณฑ์จะทำการเปิดทำการและต้องทำงานแข่งกับเวลาโดยมีเวลาที่จำกัด แต่การโจรกรรมครั้งนี้แทบไม่มีร่องรอยอะไรทิ้งไว้ คดีนี้เกิดที่พิพิธภัณฑ์เด็ก จึงต้องมีปฏิบัติการสืบสวนและสอบสวนโดยใช้นักสืบฝึกหัดที่เป็นเด็กและมีคุณสมบัติเหมาะสม สิ่งที่หายไปในพิพิธภัณฑ์ คือ รูปหล่อสมเถิก เรื่องราวสมเถิกเป็นที่สนใจขององค์การสัตว์โลกเพื่อเด็กสากล จึงได้มีติดต่อรัฐบาลไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอยืมรูปรูปหล่อของสมเถิกไปแสดงให้เด็กๆทั่วโลกได้รู้จักกระบือสยามนามระบือให้คนได้รู้จักว่าหน้าตาเป็นเช่นไร และเคยมีคุณประโยชน์ต่อกสิกรรมของเกษตรกรในประเทศแถบเอเชียขนาดไหน  แต่รูปหล่อของมันหายไปเสียก่อน จึงได้มีการประชุมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสืบสวนคดีรูปหล่อควายที่หายไป จากการวิเคราะห์ข้อมูลน้ำหนักของรูปโลหะสมเถิกนั้นมีหนักมาก สันนิษฐานว่าผู้ร้ายไม่ได้มาคนเดียวอย่างแน่นอน และไม่มีการงัดแงะประตู และดูเหมือนจะเป็นการวางแผนมาอย่างดี ทำให้ยามคนนั้นถูกกล่าวเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นอันดับแรก ในการวางแผนแฝงตัวเข้าเกลียว เป็นการปลอมแปลงตัวเองเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเรากำลังสืบความและเพื่อความปลอดภัยของนักสืบเอง ต้องแฝงตัวลงพื้นที่สังเกตการณ์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม และก็ได้เจอสัญญาณความผิดปกติอะไรบางอย่าง จึงเป็นผู้เข้าข่ายน่าสงสัย และได้ทราบว่ายามที่ท้องเสียตอนที่รูปหล่อสมเถิกหายไป มีอาการปกติแล้วนั่นหมายถึงว่ายามไม่ได้ท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษแต่เป็นไปได้ว่าจะถูกวางยา ตามแผนที่พวกขโมยวางไว้ ผู้ต้องสงสัยมี4 คนหนึ่งในนั้นเป็นพนักงานที่บริการอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และได้ทราบเรื่องต่อมาคือ ขโมยที่ขโมยไปนั้นเป็นพลพรรคคนรักควาย เพื่อที่จะนำเอาไปทำพิธีทำขวัญควาย และได้บอกว่ามีความจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ แต่อย่าเพิ่งมองว่าเป็นการโจรกรรม ขอให้เข้าใจว่า นี่คือยืมสัญลักษณ์  และทำให้รู้ความจริงว่าสิ่งที่หายไปไม่ใช่สิ่งที่หายไปจากพิพิธภัณฑ์เด็ก แต่มันหายไปจากความหวงแหนและความผูกพันของชาวบ้าน

ด้านการสืบสวน
        เป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจากการสืบหาสาเหตุของการหายไปของรูปหล่อสมเถิก ที่ไม่มีการทิ้งร่องรอยอะไรไว้ และมีการวางแผนในการทำงานอย่างดีในการมีการทำงานและการสืบหาตัวคนร้ายอย่างเป็นขั้นตอน สืบค้นคว้าเบาะแสและไม่ถูกหลอกตามแผนของผู้ร้ายที่โยนความผิดให้ยามที่เฝ้าหน้าประตูในวันเกิดเหตุ ในการทำงานอย่างมีขั้นตอนทำให้ประสบผลสำเร็จในการทำงานในที่นี้คือได้ได้ทราบถึงการหายไปของรูปหล่อสมเถิก

ด้านอารมณ์และจิตใจ
       รูปปั้นสมเถิกนี้เป็นรูปปั้นที่มีความผูกพันต่อชาวบ้านหนองตาแดงเป็นอย่างมาก เพราะสมเถิกได้สร้างคุณประโยชน์ไว้ที่นั่น ต่อมารัฐบาลได้นำเอารูปปั้นของสมเถิกไปด้วยไม่ฟังเสียงคัดค้านของชาวบ้าน เรื่องกานขนย้ายรูปหล่อสมเถิกยังเป็นกรณีพิพาทที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล หน่วยงานดังกล่าวอ้างแต่ว่าได้มีการทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไปแล้ว ว่าต้องส่งรูปหล่อสมเถิกไปเดินสายเป็นระยะเวลานาน ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาทำพิธีดังกล่าวและไม่สามารถเลื่อนออกไปได้ นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่า การที่ชาวบ้านไม่ยอมส่งรูปสมเถิกให้รัฐบาลนำไปเดินสายตามกำหนดนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าอกเข้าใจของมิตรประเทศจนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงใช้อำนาจศาลสั่งขนรูปหล่อสมเถิกออกจากวัดหนองตาแดงท่ามกลางความเสียใจและขุ่นเคืองของชาวบ้าน

ด้านความเชื่อ
        เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อว่าสมเถิกนั้น ได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนั่นก็เกิดความอุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ต้นข้าว ต้นไม้อิ่มน้ำเจริญเติมโตงอกงาม ชาวนาทำนาได้ปีละสองครั้ง มีน้ำไว้ทำการเกษตร ช่วยฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้ผืนดินในหลายพื้นที่ตามชนบทอยู่หลายปี จนกระทั่งสมเถิกจากโลกไปด้วยโรคหวัดควาย ทำให้ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ชาวบ้านในชนบท และหลายๆคนที่รู้จักสมเถิกต่างโศกเศร้าเสียใจที่ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร สมเถิกจากไป ตึความอุดมสมบูรณ์ก็ยังยั่งยืนอยู่ ชาวบ้านจึงรวบรวมเงินจ้างประติมากรมาทำรูปหล่อของสมเถิกเพื่อสดุดีถึงคุณงามความดีและคุณประโยชน์ของควายไทย และกลายเป็นตำนานเล่าขานเป็นต้นมา

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
         เป็นการผูกสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศเราให้กับชาวต่างชาติ และเผยแพร่เกียรติคุณควายไทยขององค์การสัตว์โลกให้น่ายกย่อง เพื่อที่ควายจะได้ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความโง่เขลาและสะท้อนภาพของความด้อยอารยธรรม แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และเป็นสิ่งที่คุณค่าแก่การอนุรักษ์ไว้อย่างยิ่ง


วิพากษ์โดย : อัจฉรี  หมื่นทุม
วิพากษ์เมื่อ : 30 มกราคม 2561

อ้างอิงหนังสือ : ชัยกร  หาญไฟฟ้า. (2551). บันทึกลักนักสืบน้อย. กรุงเทพฯ : แพรวเยาวชน.
อ้างอิงรูปภาพ : www.naiin.com